พัทลุงเดินหน้าสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมพัทลุง–สงขลา ร่นเดินทางเหลือ 15 นาที หวังยกระดับคมนาคม ดันเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่
วันนี้ 8 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับทราบข้อมูลโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา บริเวณจุดเริ่มต้นโครงการก่อสร้าง ในพื้นที่ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบคมนาคมและการเดินทางระหว่างจังหวัดพัทลุงกับจังหวัดสงขลา
สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เป็นโครงการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง กับตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา มีระยะทางรวมประมาณ 7 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเชื่อมโยงพื้นที่สองฝั่งทะเลสาบสงขลาให้สามารถเดินทางถึงกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันการเดินทางระหว่างพื้นที่ทั้งสองฝั่ง จำเป็นต้องใช้เส้นทางอ้อม ส่งผลให้ประชาชนต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง แต่เมื่อโครงการก่อสร้างสะพานแล้วเสร็จ คาดว่าจะสามารถลดระยะเวลาเดินทางเหลือเพียงประมาณ 15 นาที ซึ่งจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าและการเดินทางระหว่างชุมชน
โครงการดังกล่าวมีกรอบวงเงินก่อสร้างประมาณ 4,700 ล้านบาท ขณะนี้ได้ดำเนินการเปิดประกวดราคาแล้ว และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2569 และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2572
เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ สะพานข้ามทะเลสาบสงขลาจะไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางคมนาคมแห่งใหม่เท่านั้น แต่ยังถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากจะช่วยเชื่อมโยงชุมชน แหล่งท่องเที่ยว แหล่งเศรษฐกิจ และพื้นที่การเกษตรของจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลาเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
โดยเฉพาะในด้านการขนส่งสินค้า เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่จะสามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดต้นทุนด้านการขนส่ง ขณะที่ประชาชนทั้งสองฝั่งทะเลสาบจะสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ง่ายขึ้น ทั้งการเดินทางเพื่อประกอบอาชีพ การศึกษา การรักษาพยาบาล และการติดต่อราชการ
ขณะเดียวกัน โครงการยังมีความสำคัญต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวของทั้งสองจังหวัด เพราะพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลามีทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลาย มีวิถีชีวิตของชุมชนริมทะเลสาบ แหล่งอาหารพื้นถิ่น ประมงพื้นบ้าน และทัศนียภาพที่สวยงาม ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างพัทลุงและสงขลาได้
โดยเฉพาะบริเวณสะพาน ซึ่งนอกจากจะเป็นเส้นทางสัญจรแล้ว ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เป็นจุดชมวิวและจุดเช็กอินแห่งใหม่ เนื่องจากตัวสะพานได้รับการออกแบบให้มีความสวยงาม สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ขณะที่สองฝั่งของสะพานรายล้อมไปด้วยทัศนียภาพของทะเลสาบสงขลาและระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์
เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ขึ้นในพื้นที่ โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้ามาสัมผัสความสวยงามของทะเลสาบ ชมวิถีชีวิตชุมชน ถ่ายภาพบริเวณสะพาน และเดินทางเชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลาได้ภายในวันเดียว
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสะพานให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมควบคู่กับการเป็นแหล่งท่องเที่ยว จำเป็นต้องมีการวางแผนรองรับอย่างรอบด้านตั้งแต่ก่อนเปิดใช้งานจริง โดยเฉพาะเรื่อง ความปลอดภัย การจราจร การจัดระเบียบพื้นที่ และการบริหารจัดการนักท่องเที่ยว
เนื่องจากหากสะพานแห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของภูมิภาค และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก อาจทำให้เกิดปริมาณรถยนต์และนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเตรียมระบบบริหารจัดการจราจร จุดจอดรถ จุดพักรถ จุดชมวิว รวมถึงเส้นทางเข้า–ออกพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดหรือส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความปลอดภัยบนสะพานและพื้นที่โดยรอบ ทั้งการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ป้ายเตือน ป้ายบอกทาง กล้องวงจรปิด จุดช่วยเหลือฉุกเฉิน และการกำหนดพื้นที่สำหรับการหยุดรถหรือถ่ายภาพอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวจอดรถในพื้นที่เสี่ยงและกีดขวางการจราจร
นอกจากนี้ ควรมีการเตรียมเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก รวมถึงการจัดระบบรองรับเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะช่วงเทศกาล วันหยุดยาว และช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก
อีกประเด็นสำคัญคือการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ เพราะทะเลสาบสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศ หากมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น การบริหารจัดการขยะ น้ำเสีย และการใช้ประโยชน์พื้นที่จะต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
ภาครัฐและท้องถิ่นจึงควรเตรียมแผนพัฒนาพื้นที่โดยรอบสะพานไปพร้อมกัน ทั้งการส่งเสริมร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก โฮมสเตย์ สินค้าชุมชน และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง
รวมทั้งควรพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจากสะพานไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลา เพื่อให้นักท่องเที่ยวไม่ได้เดินทางมาเพียงเพื่อถ่ายภาพบริเวณสะพานแล้วเดินทางกลับ แต่สามารถใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น เกิดการจับจ่ายใช้สอย และกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน
สำหรับจังหวัดพัทลุง โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลายังมีโอกาสเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทะเลน้อย แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ วิถีชีวิตชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ขณะที่ฝั่งจังหวัดสงขลาก็สามารถเชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนโดยรอบทะเลสาบได้เช่นเดียวกัน
จึงถือเป็นการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่สามารถพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงสองจังหวัด และต่อยอดไปยังพื้นที่อื่นของภาคใต้ได้
ในมุมของการพัฒนาเศรษฐกิจ สะพานแห่งนี้ยังมีศักยภาพในการเป็นกลไกสำคัญในการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจจากเมืองใหญ่เข้าสู่ชุมชน เนื่องจากเมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น การลงทุน การค้าขาย และการท่องเที่ยวก็มีโอกาสขยายตัวตามไปด้วย
ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงตลาดและบริการต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น ผู้ประกอบการสามารถขนส่งสินค้าได้สะดวกขึ้น และนักท่องเที่ยวสามารถวางแผนเดินทางเชื่อมโยงระหว่างพัทลุงและสงขลาได้ง่ายกว่าเดิม
ดังนั้น การก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา จึงเป็นมากกว่าการสร้างถนนและสะพาน แต่เป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนและชุมชนทั้งสองฝั่งทะเลสาบ เป็นการยกระดับระบบคมนาคม เพิ่มศักยภาพด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ขณะที่การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมด้านการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เมื่อสะพานก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่โดยรอบสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในท้องถิ่น
จากสะพานที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงมีความหวังว่าจะกลายเป็นเส้นทางเชื่อมคน เชื่อมชุมชน เชื่อมเศรษฐกิจ และเชื่อมการท่องเที่ยวระหว่างพัทลุงกับสงขลาให้ใกล้กันมากขึ้น
และหากมีการวางแผนบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ทั้งด้านการจราจร ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการมีส่วนร่วมของชุมชน สะพานข้ามทะเลสาบสงขลาแห่งนี้ ก็มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็น แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของภาคใต้ และเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ที่นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมาเยือน
จากเดิมที่ทะเลสาบสงขลาเป็นพื้นที่ซึ่งแยกผู้คนออกจากกันด้วยผืนน้ำ สู่อนาคตที่สะพานแห่งใหม่จะทำหน้าที่เชื่อมสองฝั่งให้ใกล้กันมากขึ้น เปลี่ยนระยะทางกว่า 2 ชั่วโมง ให้เหลือเพียงประมาณ 15 นาที และเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน