วันนี้ (14 ก.ค.69) เวลา 11.00 น. กลุ่มเครือข่ายชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวนประมาณ 300 คน เดินทางมาร่วมชุมนุม ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคามะพร้าวแกงตกต่ำเหลือเพียงผลละ 5-6 บาท ส่วนมะพร้าวขาวอยู่ที่ กก.ละ 10 บาท โดย นายพงษ์ศักดิ์ บุตรรักษ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า จนถึงขณะนี้สถานการณ์ราคามะพร้าวยังไม่ดีขึ้น ปัจจุบันยังมีมะพร้าวตกค้างในระบบมากกว่า 10 ล้านผล นอกจากนี้ ยังมองว่าแนวทางรับซื้อมะพร้าวนอกระบบจำนวน 5 ล้านผลของรัฐบาล อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้โรงงานอุตสาหกรรมน้ำกะทิสามารถซื้อมะพร้าวในราคาถูกมากกว่าเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร
ส่วนกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ปีนี้ตัวเลขการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศลดลงร้อยละ 60 เห็นว่า เป็นการอ้างอิงเฉพาะตัวเลขปี 2569 และนับเฉพาะมะพร้าวผลเท่านั้น ไม่ได้นำข้อมูลการนำเข้าน้ำกะทิและตัวเลขการนำเข้าในปี 2568 มาพิจารณาร่วม ซึ่งเป็นช่วงที่มีการนำเข้าจำนวนมาก และตรงกับช่วงที่ผลผลิตมะพร้าวในประเทศไทยออกสู่ตลาดจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งชาวสวนเชื่อว่าการนำเข้ามะพร้าวผล มะพร้าวฝอย และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคามะพร้าวในประเทศตกต่ำ ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ หยุดการอนุญาตให้มีการนำเข้ามะพร้าวผล มะพร้าวฝอย รวมถึงผลิตภัณฑ์กะทิสำเร็จรูป กะทิแช่แข็งทันที จนกว่าสถานการณ์ราคามะพร้าวในประเทศจะขยับขึ้นถึงผลละ 18 บาท และหากจะมีการเปิดให้นำเข้าอีก ขอให้ควบคุมจำกัดโควต้าในปริมาณที่เหมาะสม และระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบอย่างโปร่งใสเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาผลผลิตในประเทศ
ทั้งนี้ ต่อมา เวลา 14.00 น. นายแพทย์พิเชษฐ พืดขุนทด รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และคณะ ได้ลงพื้นที่พบกับกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอบางสะพาน โดยชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ อย.ในการพิจารณาออกใบอนุญาตการนำเข้าผลิตภันฑ์กะทิเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ว่า อย.มีอำนาจหน้าที่เฉพาะการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของน้ำกะทิและวัตถุดิบที่นำเข้ามาเท่านั้น ส่วนเรื่องของโควต้าการอนุญาตให้นำเข้า หรือการยับยั้งไม่ให้นำเข้า ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ อย. แต่เป็นเรื่องการพิจารณาของคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชซึ่งมีผู้แทนจากหน่วยงานหลายกระทรวงอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ อย่างไรก็ตาม ทาง อย.รับที่จะไปช่วยผลักดันเรื่องนี้ แม้จะไม่ได้เป็นกรรมการโดยตรง โดยจะเสนอให้แยกตัวเลขการอนุญาตนำเข้าผลิตภัณฑ์กะทิออกจากยอดการอนุญาตนำเข้ามะพร้าวผล รวมถึงการเสนอให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวเป็นสินค้าควบคุม เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย
ส่วนข้อกังวลของเกษตรกรกรณีการระบุข้อความ "Product Of Thailand" บนบรรจุภัณฑ์น้ำกะทิที่ผลิตในไทย อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมะพร้าวไทยซึ่งเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ เพราะผลิตภัณฑ์กะทิบางส่วนมีการใช้วัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศนั้น รองเลขาธิการ อย.ระบุว่า ขณะนี้ภาครัฐกำลังพิจารณาการยกเลิกคำว่า "Product Of Thailand" ดังกล่าว เพราะเห็นว่าอาจไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรไทย และต่อไปจะมีการระบุถึงที่มาของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอย่างชัดเจนว่ามาจากประเทศใด
ทั้งนี้ นายแพทย์พิเชษฐ พืดขุนทด รองเลขาธิการ อย.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับแกนนำเครือข่ายชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบฯ ในการป้องกันแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ ได้แก่
1. ไม่บังคับให้ผู้ส่งออกกะทิ ตีตรา Product of Thailand
2. อย. จะให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการระดับนโยบายเพื่อกำหนดโควต้ากะทิ กะทิแช่แข็ง รวมถึงเรื่องอื่นๆ
3. จะผลักดันเรื่องการระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบ (มะพร้าว/กะทิ) ลงบนผลิตภัณฑ์/ฉลาก กะทิกล่อง ที่ส่งออก
4. ร่วมผลักดันเรื่องการหักปริมาณ กะทิ/กะทิแช่แข็ง/รวมทั้งผลิตภัณฑ์มะพร้าว ภายใต้อำนาจของ อย. โดยหักออกจากยอดนำเข้ามะพร้าว
5. รับทราบว่าการกำหนดปริมาณ นำเข้ากะทิ/กะทิแช่แข็ง ไม่อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ อย. โดย อย. ทำหน้าที่ตรวจคุณภาพและความปลอดภัยเท่านั้น
6. อย. และ เครือข่าย จะมีการ ติดต่อ พูดคุย อัพเดท ประสานงาน คืบหน้า เป็นระยะๆ
จากนั้น กลุ่มเครือข่ายชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงแยกย้ายกันกลับ
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.69 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ประชุมติดตามสถานการณ์ราคามะพร้าวร่วมกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ศาลากลางจังหวัดฯ โดยสั่งการให้ตั้งคณะกรรมการพัฒนามะพร้าว จ.ประจวบฯ ตั้งคณะทำงานพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ตั้งวอร์ รูม ประชุมติดตามข้อมูลสถานการณ์ราคามะพร้าวทุกสัปดาห์ ตั้งคณะกรรมการพิจารณาต้นทุนการผลิตมะพร้าวของเกษตรกรทั้ง 8 อำเภอของ จ.ประจวบฯ เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงไปยังหน่วยงานส่วนกลาง นำไปสู่การกำหนดมาตรการ และแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด รวมทั้งให้ทุกอำเภอลงพื้นที่ไปสำรวจครัวเรือนเกษตรกรที่เดือดร้อนเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้น