ทศมินทรสมมุติปฐมสกลคณาธิเบศร : ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช (ทรงเป็นใหญ่ในสงฆ์ทั้งปวง)
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๑๐) พระราชทานสถาปนาเป็นพระองค์แรก
หลังจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (สุวฑฺฒนมหาเถร) สิ้นพระชนม์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖ ตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก พระประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทยได้ว่างลง และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานเพลิงพระศพเมื่อวันพุธที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ครั้นรัชกาลปัจจุบัน ในพุทธศักราช ๒๕๖๐ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานให้ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตราที่ ๗ซึ่งบัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามสนองพระบรมราชโองการ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงพระปรมาภิไธยที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ก่อนรับพระบรมราชาภิเษก ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เป็นพระเถระผู้เจริญในสมณคุณยินดีในเนกขัมมปฏิบัติ สมบูรณ์ด้วยศีลสมาจารวัตร รัตตัญญูมหาเถรกรณธรรม ดํารงสถาพรอยู่ในสมณพรหมจรรย์ตลอดมาเป็นเวลาช้านาน กับทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงคุณานุคุณ ทั้งต่อเฉพาะพระองค์และกรณียกิจเป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่พุทธจักรและราชอาณาจักรอย่างไพศาล จึงมีพระบรมราชโองการ โปรดสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม รับ “พระตราสกลคณาธิเบศร” เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังความปรากฏในประกาศสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๕ ข ลงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ความตอนหนึ่งว่า
“...สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นผู้เจริญยิ่งด้วยพรรษายุกาล รัตตัญญูมหาสถาวีรธรรม ยินดีในเนกขัมมปฏิบัติ ทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ เป็นอจลพรหมจริยาภิรัต ดํารงมั่นในไตรสิกขามิได้เสื่อมถอย มีจริยาการสํารวมเรียบร้อย ไม่หวั่นไหวต่อโลกามิส เป็นคุรุฐานียบัณฑิต ผู้มีกิตติประวัติอันผ่องแผ้ว สงเคราะห์พุทธบริษัท ปกครองคณะสงฆ์ เป็นอุปัธยาจารย์ของมหาชนมากมาย มีศิษยานุศิษย์แพร่หลายไพศาล เป็นที่เคารพสักการแห่งมวลพุทธศาสนิกบริษัททั่วสังฆมณฑล ตลอดจนประชาราษฎรทั่วไป สมควรจะได้สถาปนาขึ้นเป็น
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานาธิบดีแห่งสังฆมณฑล เพื่อเป็นศรีศุภมงคลแห่ง
พระบวรพุทธศาสนาสืบไป...”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง ในวันพฤหัสบดีที่ ๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐ และในวันศุกร์ที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เข้าถวายฎีกาอาราธนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
จากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง ในวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐ การนั้น เมื่ออาลักษณ์อ่านประกาศพระบรมราชโองการจบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน
ไปทรงคุกพระชงฆ์ลงประทับแทบพื้นพระอุโบสถ สองพระหัตถ์ทรงประคองพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏอันมีฐานานุศักดิ์สูงสุด ทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์ลงบนพระหัตถ์แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ทรงผายพระหัตถ์ทั้งสองเหนือพานแก้ว ทรงรับน้ำพระมหาสังข์แล้วทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบสรงพระเศียร ปรากฏเป็นภาพของสองพระประมุขผู้เป็นหลักชัยแห่งพุทธจักรและอาณาจักร ที่ประทับอยู่ในใจ ยังความปีติยินดีแก่เหล่าพุทธศาสนิกชนและประชาชนชาวไทยสืบมาจนปัจจุบัน
ต่อมาในการบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ ๙๐ พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามนั้น ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานถวาย “พัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย” เป็นพระเกียรติยศพิเศษแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พัดเล่มนี้ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรี) ต้นสกุล บุรณศิริ สร้างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช เพื่อพระราชทานถวายแด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ครั้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานถวายพัดยศพิเศษเล่มนี้แด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร ครั้งเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ทรงสถาปนาพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานถวายพัดยศแฉกงา เล่มนี้แด่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นั้น ลุถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร และต่อมาได้พระราชทานถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร ตามลำดับ พัดแฉกงาประดับพลอยเล่มนี้ จึงถือเป็นพัดยศที่พระราชทานถวายเฉพาะแด่สกลมหาสังฆปริณายกบางพระองค์ในคณะธรรมยุต ที่ทรงเคารพนับถือเป็นพิเศษยิ่งเท่านั้น
พระเกียรติยศพิเศษอีกประการหนึ่ง คือ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดอาราธนาให้สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานสงฆ์ในทุกช่วงพระราชพิธี เช่น การจุดเทียนชัย การเจริญพระพุทธมนต์ การถวายอดิเรกครั้งปฐมฤกษ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นอาทิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขั้นตอนสำคัญในการสรงพระมุรธาภิเษก กล่าวคือ ภายหลังจากสรงน้ำสหัสธาราแล้ว สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน ถวายน้ำพระพุทธมนต์ ด้วยพระครอบพระกริ่งรัชกาลที่ ๔ ที่พระปฤษฎางค์ และถวายน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระครอบยันต์เดิมรัชกาลที่ ๔ ที่พระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
ประจักษ์พยานเหล่านี้จึงเป็นเครื่องแสดงพระราชศรัทธาอย่างยิ่งต่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมดังราชทินนามวรรคหนึ่ง ซึ่งปรากฏเป็นพระเกียรติยศพิเศษเฉพาะพระองค์ว่า “ทศมินทรสมมุติปฐมสกลคณาธิเบศร” คือ ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช ที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระราชศรัทธาพระราชทานสถาปนาเป็นพระองค์แรกในรัชกาล
ร่วมน้อมถวายสักการะและเรียนรู้รอยทางธรรมในซีรีส์พิเศษชุด "๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช" พบกัน
ทุกวันศุกร์ ณ เพจ ๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
#99พรรษาสมเด็จพระสังฆราช #สมเด็จพระสังฆราช
#วัดราชบพิธ #ธรรมะจากพระนาม