วิสารทนาถธรรมทูตาภิวุฒ : ทรงเป็นที่พึ่งผู้แกล้วกล้าและมีพระปรีชาฉลาดเฉลียว ทรงเป็นผู้ยังความเจริญแก่กิจการพระธรรมทูต
“...พระธรรมทูตทุกรูปต่างมีหน้าที่เผยแพร่พระพุทธศาสนาให้ขจรขจายไปในทิศานุทิศทั่วสากล จึงต้องเตือนตนเสมอ ๆ ถึงบทบาทหน้าที่ทั้ง ๖ ประการของบุคคลในอุปริมทิศ ตามที่สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ทรงมอบหมายไว้ เมื่อท่านทั้งหลายไปสู่ดินแดนใด แล้ววางตนอย่างมีสังคหวัตถุธรรมต่อผู้คนบนดินแดนนั้น โดยการปรามเขาให้ไกลจากความชั่ว ให้เขาตั้งอยู่ในความดี อนุเคราะห์เขาด้วยน้ำใจดี ชี้แจงแสดงธรรมเขาได้ฟัง ขยายอรรถธรรมทั้งปวงให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง และชักพาให้เขาดำเนินไปบนหนทางแห่งความสุขความเจริญตามหลักการของพระพุทธศาสนา ย่อมได้ชื่อว่าทำหน้าที่พระธรรมทูตได้อย่างสมบูรณ์ และย่อมเป็นที่รักใคร่นับถือของชนในทุกแดนที่ไปสู่ นับเป็นเป็นการเชิดชูเกียรติภูมิของคณะสงฆ์ไทยและของพระบวรพุทธศาสนา ให้ปรากฏเกริกไกรได้อย่างสมภาคภูมิ...”
พระคติธรรม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ประทานแก่พระธรรมทูต รุ่นที่ ๒๓ พุทธศักราช ๒๕๖๐
วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๙ ด้วยปรากฏว่าพระพุทธศาสนาได้เป็นที่สนใจใคร่จะรู้จะปฏิบัติของบุคคลในประเทศต่าง ๆ ทางฝ่ายตะวันตก และแม้ทางฝ่ายตะวันออกด้วยมากขึ้น นักเรียนไทยตลอดถึงข้าราชการไทยในต่างประเทศได้ถูกซักถามเรื่องพระพุทธศาสนา บุคคลผู้สนใจในพระพุทธศาสนาได้รวมกันตั้งสมาคมหรือองค์การทางพระพุทธศาสนาขึ้นในประเทศต่าง ๆ หลายแห่ง บางแห่งก็ต้องการจะได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจากคณะสงฆ์ไทย ตลอดจนการจัดตั้งวัดไทยในต่างประเทศ มีเพิ่มขึ้นโดยลำดับ เช่น การจัดตั้งวัดไทยพุทธคยา อันเป็นส่วนหนึ่งของการฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ซึ่งรัฐบาลไทยได้สนับสนุนตามคำเชิญของรัฐบาลอินเดีย และวัดพุทธปทีป ที่ประเทศอังกฤษ จึงเกิดมีความจำเป็นต้องมีการจัดส่งพระสงฆ์ไทยไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมทั้งทำหน้าที่วางระเบียบ ข้อปฏิบัติคณะสงฆ์ไทยในต่างแดนและส่งเสริมให้เกิดศาสนสัมพันธ์อันดี ระหว่างพุทธศาสนิกชนกับองค์การศาสนาอื่น ๆ
คณะสงฆ์ไทย โดยความร่วมมือกันของมหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดตั้งโครงการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก ในลักษณะหลักสูตรการฝึกอบรมระดับสูง โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (สุวฑฺฒนมหาเถร) เมื่อยังเป็นพระสาสนโสภณ ได้ทรงรับพระธุระประสานงานระหว่างทั้งสองมหาวิทยาลัยสงฆ์และมหาเถรสมาคม ทั้งยังทรงรับเป็นประธานสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ที่มหาเถรสมาคมอนุมัติให้ตั้งขึ้นที่ตำหนักล่างของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเคยใช้เป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรมของวัดบวรนิเวศวิหาร และที่ตั้งของสำนักงานมหามกุฏราชวิทยาลัยในยุคเริ่มแรก และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อุฏฺฐายีมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงรับเป็นที่ปรึกษา
การคัดเลือกคณะสงฆ์เข้ารับการอบรมในโครงการนั้น ได้คัดเลือกจากพระสงฆ์ที่สำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสถาบันที่มีผลการเรียนดี และต้องมีพื้นฐานภาษาอังกฤษดีควบคู่ไปพร้อมกัน ด้วยโครงการนี้มุ่งหมายจะผลิตพระธรรมทูตให้สำเร็จโดยเร็วตามความจำเป็นและต้องการพระสงฆ์ที่มีความรู้ทั้งปริยัติและปฏิบัติ ความรู้ความสามารถทางวิชาการ รวมถึงมีความสามารถที่จะถ่ายทอดดังได้กล่าวมาแล้ว ปรากฏผลการคัดเลือกเป็นคณะธรรมทูตรุ่นแรก ๒๖ รูป โดยหนึ่งในนั้นก็คือ “พระมหาอัมพร อมฺพโร” วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
การอบรมนั้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (สุวฑฺฒนมหาเถร) ทรงรับสอนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา นอกจากนี้คณะพระธรรมทูตยังรับการฝึกผนอบรมทั้งร่างกายและจิตใจจากวิปัสสนาจารย์รูปสำคัญของไทย ทั้งพระธรรมธีรราชมหามุนี (ญาณสิทฺธิ) พระธรรมวิสุทธิมงคล (ญาณสมฺปนฺโน) รวมทั้งพระธรรมโกศาจารย์ (อินฺทปญฺโญ) หรือพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ซึ่งทุกท่านได้ตั้งใจออกแบบหลักสูตรให้เข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง ด้วยตั้งใจจะฝึกศิษย์กลุ่มนี้ให้เป็นศาสนทายาทในการเผยแผ่ต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง
หลังจากสำเร็จการอบรมพระธรรมทูตเป็นรุ่นแรกแล้ว พระมหาอัมพร อมฺพโร ก็ได้รับคัดเลือกจากสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัยไปศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี เมืองพาราณสี สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อสำเร็จการศึกษาและกลับประเทศไทยแล้ว ก็ได้รับเลือกให้ปฏิบัติหน้าที่ทางวิรัชกิจ อาทิ เป็นล่ามในทางศาสนกิจถวายแก่พระเถระในหลายโอกาส เช่น โดยเสด็จสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อุฏฺฐายีมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ปฏิบัติหน้าที่ล่ามถวายเมื่อทรงร่วมปฏิบัติศาสนกิจ ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
ต่อมา เมื่อสหพันธ์สมาคมพุทธแห่งออสเตรเลียติดต่อเข้ามายังรัฐบาลไทย ก่อให้เกิดนโยบายที่จะส่งพระธรรมทูตและสร้างวัดเพื่อประดิษฐานพระพุทธศาสนาในเครือรัฐออสเตรเลียอย่างถาวร พร้อมกันกับที่พุทธสมาคมแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ (Buddhist Society of NSW) ได้ติดต่อขอพระธรรมทูตเถรวาทจากไทยไปเผยแผ่และปฏิบัติศาสนกิจ “พระปริยัติกวี (อมฺพโร)” จึงได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในพระธรรมทูตรุ่นบุกเบิก เดินทางไปยังเครือรัฐออสเตรเลีย จึงนำไปสู่การกำเนิดวัดพุทธรังษีสแตนมอร์ ของมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นต้นธารของกิจการเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทอย่างมีรูปแบบในเครือรัฐออสเตรเลีย มีวัดและพระสงฆ์ไทยอยู่ประจำที่เครือรัฐออสเตรเลียหลายแห่ง กระทั่งขยายจำนวนวัดไปยังเมืองใหญ่ ๆ อีกหลายเมือง เช่น กรุงแคนเบอร์รา นครเมลเบิร์น และเมืองดาร์วิน เป็นต้น ด้วยวิริยภาพการวางรากฐานของพระปริยัติกวี (อมฺพโร)
นับจากนั้นเป็นเวลากว่ากึ่งศตวรรษ กระทั่งปัจจุบันที่ทรงสถิตในที่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ก็ทรงรับพระธุระ เอาพระทัยใส่ในกิจการพระธรรทูตของคณะสงฆ์ไทยเป็นเนืองนิตย์ ทั้งในฐานะที่ทรงเป็นประมุขแห่งสังฆมณฑลไทย และทรงเป็น “อาจารย์” ของเหล่าพระธรรมทูตในรุ่นต่อ ๆ มา ด้วยทรงรับเป็นแม่กองงานพระธรรมทูตสืบมาจนปัจจุบัน ทรงอาราธนาเสด็จกลับไปทรงเยี่ยมเยือนปฏิบัติศาสนกิจในเครือรัฐออสเตรเลียเนือง ๆ เช่น พิธีผูกพัทธสีมา วัดธรรมรังษี เมืองเมลเบิร์น ในเดือนมกราคม ๒๕๔๒ พิธีวางศิลาฤกษ์วัดป่าดาร์วิน เมืองดาร์วิน ในพุทธศักราช ๒๕๕๓ ทรงรับเป็นประธานฝ่ายสงฆ์อุปถัมภ์การสร้างเขตพุทธาวาสเฉลิมพระเกียรติ ณ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา เป็นต้น ทั้งยังเสด็จออกทรงรับผู้นำทางพระพุทธศาสนานานาชาติ ประมุขศาสนาต่างๆ ธรรมทูต สมณทูต และทูตานุทูตเป็นนิจ อันเป็นหนทางส่งเสริมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศและศาสนสัมพันธไมตรีระหว่างศาสนา อันเป็นวัตถุประสงค์สำคัญข้อหนึ่งของกิจการพระธรรมทูตนับแต่แรกก่อตั้ง
ด้วยเหตุนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช จึงทรงเป็นที่พึ่งผู้แกล้วกล้าและมีพระปรีชาฉลาดเฉลียว ทรงเป็นผู้ยังความเจริญแก่กิจการพระธรรมทูต อันมีจุดมุ่งหมายที่จะยังสันติภาพและไมตรีจิต อีกทั้งเพื่ออนุเคราะห์มหาชนชาวโลกให้พ้นทุกข์ด้วยธรรม สมดังพระพุทธประสงค์
ร่วมน้อมถวายสักการะและเรียนรู้รอยทางธรรมในซีรีส์พิเศษชุด "๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช" พบกัน ทุกวันศุกร์ ณ เพจ ๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
#99พรรษาสมเด็จพระสังฆราช #สมเด็จพระสังฆราช
#วัดราชบพิธ #ธรรมะจากพระนาม