วชิราลงกรณนริศรปสันนาภิสิตประกาศ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาด้วยเหตุที่ทรงพระราชศรัทธา
เมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๖ ขณะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระปริยัติกวี ทรงเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตของคณะสงฆ์ธรรมยุตรุ่นแรกที่นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ ณ วัดพุทธรังษีสแตนมอร์ นครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ไปทรงศึกษา ณ วิทยาลัยทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย โดยการศึกษาวิทยาลัยทหารดันทรูนนั้น ผู้เข้าศึกษาจะต้องศึกษาวิชาการทหารจากกองทัพบกออสเตรเลีย ไปพร้อมกับการศึกษาวิชาสามัญระดับปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ด้วยเหตุแห่งการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพระฐานะศาสนูปถัมภก ประกอบกันกับพระราชศรัทธาอันมั่นคงและความใฝ่พระราชหฤทัยในพระบวรพุทธศาสนาซึ่งในเวลานั้นเป็นเครื่องเหนี่ยวพระราชหฤทัยเมื่อยามต้องทรงห่างไกล “บ้านเกิดเมืองนอน” สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร จึงทรงรับพระราชธุระและพระราชทานพระราชานุเคราะห์ประการต่าง ๆ แก่คณะพระธรรมทูต (ธรรมยุต) ในเครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งมีพระปริยัติกวี (อัมพร อมฺพโร) เป็นหัวหน้าคณะ ทั้งการจัดหาสถานที่อันเหมาะสม การประสานงานกรรมสิทธิ์ที่ดิน การก่อสร้างพระอาราม กระทั่งการเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดวัดพุทธรังษีสแตนมอร์
นอกจากนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ยังเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลและทรงสนทนาธรรมกับพระปริยัติกวี (อมฺพโร) เป็นเนืองนิตย์ เหตุนี้ พระปริยัติกวี (อมฺพโร) จึงมีโอกาสได้ถวายพระธรรมเทศนาและพระโอวาท ในการดำรงพระองค์อย่างพุทธมามกะแม้จะต้องเสด็จฯ ไปประทับต่างบ้านต่างเมืองเป็นเวลานาน ยังความชุ่มชื่นพระราชหฤทัย ก่อเกิดพระราชศรัทธานับถือพระปริยัติกวี (อมฺพโร) เป็น “พระอาจารย์” ที่ทรงผูกพันสืบเนื่องกันมานับแต่นั้น แม้เมื่อเสด็จนิวัตพระนครแล้ว ก็ยังเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสนทนาธรรมเป็นการส่วนพระองค์อยู่เนือง ๆ ทั้งยังทรงสนับสนุนให้พระราชโอรสธิดาในพระองค์ได้เจริญรอยพระยุคลบาท เสด็จไปบำเพ็ญพระกุศลและทรงสนทนาธรรมกับ “พระอาจารย์” ของพระองค์จวบจนปัจจุบัน
กิจการแผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทอย่างมีรูปแบบในเครือรัฐออสเตรเลีย จึงเจริญงอกงาม มั่นคงเป็นปึกแผ่น มีวัดและพระสงฆ์ไทยอยู่ประจำที่เครือรัฐออสเตรเลียหลายแห่ง กระทั่งขยายจำนวนวัดไปยังเมืองใหญ่ ๆ อีกหลายเมือง เช่น กรุงแคนเบอร์รา นครเมลเบิร์น และเมืองดาร์วิน เป็นต้น ด้วยวิริยภาพในการวางรากฐานของพระปริยัติกวี (อมฺพโร) และพระราชานุเคราะห์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ที่สอดคล้องประสานกันอย่างราบรื่นลงตัวกระทั่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (สุวฑฺฒนมหาเถร) สิ้นพระชนม์ พระสถานะสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทยได้ว่างลง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นได้จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานให้ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงพระปรมาภิไธยที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ก่อนรับพระบรมราชาภิเษก ทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงคุณานุคุณของสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) ทั้งต่อเฉพาะพระองค์และต่อกิจการในพระบวรพุทธศาสนาของไทยแต่หนหลัง กับทั้งทรงอนุวัตขัตติยราชประเพณี ที่พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามนับเนื่องมาแต่ละรัชกาล จะทรงสถาปนาพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ผู้ทรงพระราชศรัทธานับถือยกย่องสำหรับพระองค์ ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จึงมีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
นับแต่เสด็จสถิตที่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ก็ยังทรงพระวิริยภาพเพื่อบำเพ็ญพระกรณียกิจอย่างสม่ำเสมอ และพระกิจจานุกิจยิ่งเพิ่มพูนทวีอย่างมหาศาล โดยมิทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากพระวรกาย ทรงพระอุตสาหะปฏิบัติพระกรณียกิจต่าง ๆ เป็นอเนกปริยายมิได้ว่างเว้น แม้ขณะพระชนมายุกว่า ๙๐ พรรษา
นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในการพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธีสำคัญต่าง ๆ ของบ้านเมืองเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถวายพระธรรมเทศนาในพระราชพิธีสำคัญ ซึ่งครั้งที่ทรงรับสนองพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งก็คือ ทรงรับพระราชทานถวายพระธรรมเทศนา “ทศพิธราชธรรมจริยาทิกถา” ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒
พระราชศรัทธาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช จึงเป็นเสมือนภาพสะท้อนความอนุเคราะห์เกื้อกูลกันของ “ราชอาณาจักร” และ “พุทธจักร” ที่สอดประสานร่วมกันขับเคลื่อนแผ่นดินไทยให้รุดหน้าสถาพรอย่างมั่นคงในทุกกาลสมัยตลอดมา
ร่วมน้อมถวายสักการะและเรียนรู้รอยทางธรรมในซีรีส์พิเศษชุด "๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช" พบกัน ทุกวันศุกร์ ณ เพจ ๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
#99พรรษาสมเด็จพระสังฆราช #สมเด็จพระสังฆราช
#วัดราชบพิธ #ธรรมะจากพระนาม