การแถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
วันที่ 26 มีนาคม 2569
รัฐบาลแจงราคาน้ำมันโลกพุ่ง กองทุนน้ำมันติดลบกว่า 38,000 ล้านบาท เร่งมาตรการดูแลค่าครองชีพ–ขนส่ง
วันนี้ เวลา 14.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ร่วมแถลงมาตรการรับมือสถานการณ์พลังงานและค่าครองชีพ
• เหตุใดจึงเกิดภาพประชาชนแห่เติมน้ำมัน ทั้งที่ยืนยันว่ามีน้ำมันเพียงพอ และรัฐแก้ปัญหาอย่างไร
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดสถานการณ์ประชาชนเข้าคิวรอเติมน้ำมันจำนวนมากบริเวณสถานีบริการ แม้ในภาพรวมปริมาณน้ำมันจะยังเพียงพอ แต่ปัญหาหลักเกิดจาก “ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ” แตกต่างจากภาวะปกติ ส่งผลให้ระบบการกระจายเกิดความตึงตัว โดยในช่วงแรก ผู้ค้าน้ำมันได้เร่งส่งน้ำมันเข้าสถานีบริการเป็นหลัก ทำให้ “ฝั่งจ๊อบเบอร์ (ผู้ค้าส่ง)” ซึ่งทำหน้าที่กระจายน้ำมันไปยังปั๊มขนาดเล็กและภาคอุตสาหกรรม ได้รับน้ำมันไม่เพียงพอ ประกอบกับโครงสร้างราคาที่จ๊อบเบอร์ได้รับน้ำมันในราคาสูงกว่าหน้าปั๊ม ส่งผลให้ลูกค้าภาคอุตสาหกรรมและผู้ค้าส่งหันมาเติมน้ำมันจากสถานีบริการโดยตรง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ “ตลาดค้าส่งและค้าปลีกไหลมารวมกันที่หน้าสถานีบริการ” เกิดความแออัด ส่งผลต่อเนื่องให้หัวจ่ายไม่เพียงพอ การขนส่งไม่ทัน และเกิดภาพความโกลาหลในหลายพื้นที่
แนวทางแก้ไขของภาครัฐในขณะนี้ คือการ “จัดระบบใหม่และสร้างความโปร่งใสทั้งระบบ” โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (ผู้ค้ารายใหญ่และโรงกลั่น) รวมถึงจ๊อบเบอร์กว่า 200 ราย ต้องรายงานข้อมูลทุกวัน ว่าได้รับหรือผลิตน้ำมันเท่าใด และจำหน่ายไปที่ใด ปริมาณเท่าใด โดยส่งข้อมูลเข้าสู่กรมธุรกิจพลังงานมาตรการดังกล่าวจะทำให้สามารถติดตามเส้นทางน้ำมันตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงปลายทางได้อย่างชัดเจน ลดข้อสงสัยเรื่องน้ำมันขาดหรือการกักตุน และช่วยให้ภาครัฐสามารถ “จัดสรรน้ำมันใหม่” ให้กระจายไปยังทั้งจ๊อบเบอร์และสถานีบริการในระดับใกล้เคียงหรือมากกว่าช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ ทั้งนี้ หากการกระจายเป็นไปตามระบบ และไม่มีการนำไปใช้ผิดประเภทหรือกักตุน จะทำให้ระบบน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล และสามารถรองรับความต้องการใช้ของประชาชนได้อย่างเพียงพอในระยะถัดไป
• สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ส่งผลต่อไทยอย่างไร
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีแนวโน้มยุติ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านอยู่ในระดับที่แตกต่างกัน เช่น เวียดนามและกัมพูชาประมาณ 47 บาทต่อลิตร ลาว 64 บาทต่อลิตร ฟิลิปปินส์ 40 กว่าบาทต่อ ลิตร และสิงคโปร์กว่า 70 บาทต่อ ลิตร ขณะที่ไทยยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังคงใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยพยุงราคา โดยปัจจุบันอุดหนุนดีเซลประมาณ 4 บาทต่อลิตร ส่งผลให้กองทุนมีเงินไหลออกประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อวัน และมีสถานะติดลบรวมประมาณ 38,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้น เพื่อลดภาระกองทุนรวมถึงลดแรงจูงใจในการลักลอบและเก็งกำไรจากส่วนต่างราคากับประเทศเพื่อนบ้าน
ด้านปริมาณน้ำมัน ยืนยันว่าไม่มีปัญหาขาดแคลนโดยโรงกลั่นผลิตน้ำมันดีเซลเต็มกำลังประมาณ 78 ล้านลิตรต่อวัน และมีการนำน้ำมันสำรองออกมาใช้เพิ่มเติมอีกประมาณ 10 ล้านลิตร ทำให้ปริมาณจ่ายน้ำมันจริงอยู่ที่ประมาณ 85 ล้านลิตร ต่อวัน ซึ่งสูงกว่าความต้องการใช้ในภาวะปกติที่อยู่ราว 67 ล้านลิตรต่อวัน อีกทั้งได้ปรับระบบการกระจายน้ำมัน โดยให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 (รายใหญ่) ส่งน้ำมันไปยังผู้ค้าน้ำมันรายย่อย (Jobber) มากขึ้น ทำให้การกระจายเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
• กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการอย่างไรในการควบคุมราคาสินค้าและค่าครองชีพ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีสินค้าควบคุม 59 รายการ และจากการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีมติให้เพิ่มสินค้าควบคุมอีก 7 รายการ รวมเป็น 66 รายการซึ่งต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา ปัจจุบันมี 8 รายการที่ต้องขออนุญาต ได้แก่ สินค้าจำเป็น เช่น ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และนม โดยจะมีการขยายรายการเพิ่มเติม รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคใกล้ตัว เช่น กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ จากเดิมที่เพียงแจ้งราคาจะปรับหลักเกณฑ์ให้ต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคา นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มสินค้าควบคุมใหม่ที่เกี่ยวข้องกับต้นทุน เช่น เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส เพื่อดูแลทั้งระบบห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งติดตามสต็อกสินค้าอย่างใกล้ชิดผ่านกลไกระดับจังหวัด และดำเนินการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดหากพบการกักตุนหรือจำหน่ายไม่เป็นธรรม โดยเปิดให้ประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1569
ในด้านการช่วยเหลือค่าครองชีพ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ร่วมกับผู้ประกอบการ เพื่อกระจายสินค้าราคาพิเศษไปยังทั้ง 77 จังหวัด ควบคู่กับมาตรการดูแลภาคเกษตร โดยมีสต็อกปุ๋ยเพียงพอถึงเดือนเมษายน และเตรียมหาวัตถุดิบเพิ่มเติม พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือกและปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนในระยะต่อไป
• กระทรวงการคลังมีมาตรการอะไรบ้างในการบรรเทาผลกระทบ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบรวม 7 มาตรการสำคัญ โดยครอบคลุมทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ และภาคเกษตร ในส่วนของประชาชน ได้เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 บาท เป็น 400 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 1 เดือน พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ในด้านภาคธุรกิจ มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เช่น การผ่อนผันเงื่อนไขสัญญาภาครัฐ การขยายระยะเวลาส่งมอบงาน และการชดเชยต้นทุน รวมถึงการจัดสินเชื่อ Soft Loan วงเงิน 10,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการช่วยเหลือภาคเกษตร โดยเฉพาะการลดต้นทุนปุ๋ย และสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น น้ำมัน B20 สำหรับภาคประมง ซึ่งมีราคาต่ำกว่าน้ำมันทั่วไปประมาณ 5 - 6 บาทต่อลิตร
• มาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งจะดำเนินการอย่างไร
นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ระบุว่า รัฐบาลจะใช้มาตรการช่วยเหลือแบบ “พุ่งเป้า” โดยเน้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ รถโดยสารขนาดเล็ก และรถจักรยานยนต์รับจ้าง การช่วยเหลือจะอิงจากข้อมูลการใช้งานจริง โดยใช้ระบบ GPS และโอนเงินสนับสนุนผ่าน PromptPay ให้กับผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ยังไม่มีระบบติดตาม เช่น รถโดยสารขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์รับจ้าง จะต้องลงทะเบียนเข้าสู่ระบบก่อน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งสาธารณะ และกำหนดจุดเติมน้ำมันเฉพาะสำหรับรถโดยสารในทุกจังหวัด เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้น้ำมันของประชาชนทั่วไป และให้มั่นใจว่าระบบขนส่งจะสามารถให้บริการได้อย่างเพียงพอ
*************************