การแถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
วันที่ 25 มีนาคม 2569
สรุปการแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
วันนี้ เวลา 18.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวโดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ และ ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ร่วมชี้แจงประเด็น
ข้อสงสัยของประชาชนในสถานการณ์พลังงานปัจจุบัน ดังนี้
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ชี้แจงว่าภายหลังจากการผ่อนคลายมาตรการลดปริมาณน้ำมันสำรองลงเหลือร้อยละ 0.5 ขณะนี้การกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังผู้ค้าและสถานีบริการต่างๆ มีทิศทางที่ดีขึ้นและสามารถปล่อยน้ำมันออกไปได้มากกว่าช่วงก่อนหน้า ประกอบกับการอนุญาตให้รถบรรทุกขนส่งน้ำมันสามารถวิ่งดำเนินการได้เต็มเวลา ทำให้การเติมน้ำมันในสถานีบริการที่ขาดแคลนทำได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ที่มีความต้องการสูงผิดปกติ ผู้ประกอบการที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ยังคงต้องบริหารจัดการการขนส่งเพิ่มเติมให้เพียงพอต่อความต้องการ
ทั้งนี้ เพื่อความโปร่งใส กระทรวงพลังงานได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร และหน่วยงานระดับจังหวัด เพื่อนำข้อมูลสต๊อกน้ำมันดีเซลและการขนส่งจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ไปใช้ตรวจสอบการกระจายน้ำมันในแต่ละพื้นที่อย่างเข้มงวด นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ได้สั่งการให้ผู้ค้ามาตรา 7 จัดเตรียมสำรองน้ำมันเพิ่มเติมในคลังแต่ละจุด รวมถึงจัดเตรียมรถโมบายเคลื่อนที่เพื่อให้บริการในบริเวณสถานีบริการได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ
ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยข้อมูลจาก Dashboard ติดตามสถานการณ์น้ำมันว่า ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณร้อยละ 53 และจากแหล่งอื่นๆ อีกร้อยละ 27 โดยข้อมูล ณ วันที่ 23 มีนาคม 2569 โรงกลั่นมีกำลังการกลั่นอยู่ที่ 65.12 ล้านลิตรต่อวัน สำหรับปริมาณน้ำมันดีเซล ที่ผลิตได้และอยู่ในสต๊อกมีจำนวน 165 ล้านลิตร โดยมีการสำรองอยู่ในคลัง 43 ล้านลิตร ซึ่งน้ำมันดีเซล (รวมถึง B7) ที่พร้อมจำหน่ายจะถูกกระจายออกไปยัง 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) ส่งให้ผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อจำหน่ายให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม เช่น โรงไฟฟ้าและภาคการก่อสร้าง 2) ขนส่งทางรถไฟ เรือ และรถบรรทุก ไปยังคลังภูมิภาคเพื่อส่งต่อให้ผู้ค้ารายย่อย รวมทั้งสิ้น 1,299 ล้านลิตร และ 3) จัดส่งไปยังสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งมีปริมาณรวม 86.24 ล้านลิตร (ข้อมูล 23 มี.ค. 69)
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงพาณิชย์, เกษตรฯ, มหาดไทย, พลังงาน) เพื่อตรวจสอบน้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง โดยกำหนดให้รถขนส่งน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 ทุกคันต้องเชื่อมโยงระบบ GPS เข้ากับวอร์รูมของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เพื่อมอนิเตอร์เส้นทาง เวลา ความเร็ว และจุดหมายปลายทาง ป้องกันการออกนอกเส้นทาง หรือการกักตุนสินค้า ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าผู้ค้าแบรนด์ใหญ่ อาทิ PTT, Shell, Caltex, บางจาก, PT และ Susco จะดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและไม่นำชื่อเสียงมาเสี่ยง ทั้งนี้ รัฐบาลเข้าใจถึงความจำเป็นของเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนที่อาจต้องสำรองน้ำมันเพื่อเตรียมเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวและสูบน้ำเข้าพื้นที่
นายพิพัฒน์ ยืนยันว่า ปัจจุบันสต๊อกน้ำมันดิบทั้งที่มีการสั่งซื้อและสำรองอยู่ในโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง มีเพียงพอสำหรับใช้ได้มากกว่า 100 วัน ประเทศไทยจึงยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตตามที่หลายฝ่ายกังวล นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีด้านการต่างประเทศ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เจรจาผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันดิบของบริษัท บางจาก สามารถเดินทางผ่านช่องแคบ
ฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้ง วิกฤตนี้ยังสามารถพลิกเป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าอาหารของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางได้อีกด้วย
ท้ายนี้ ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนและประชาชนให้ข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเป็นกำลังใจให้รัฐบาล
ในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาและนำพาประเทศก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

ส่วนบริหารกิจการโทรทัศน์ ภาคกลาง จังหวัดกาญจนบุรี
เลขที่ 151 หมู่ 13 ถนนกาญจนบุรี-อู่ทอง ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 71000
โทรศัพท์ 034-600156
Email: tv11kanchanaburi@gmail.com
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2564 สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจังหวัดกาญจนบุรี
(NBT Central)
Website Policy | Privacy Policy | Security Policy | Disclaimer | ข้อกำหนดการใช้ Cookies
รองรับการทำงานบน Internet Explorer v.11+, Microsoft Edge, Firefox v.47.0+, Chrome v.51+
