การแถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
วันที่ 9 มีนาคม 2569
ศบก. แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำพลังงานในประเทศเพียงพอ ราคาสินค้ายังไม่ปรับขึ้น เร่งช่วยเหลือคนไทยและแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง
วันนี้ เวลา 17.30 น. ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวความคืบหน้าพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและมาตรการรองรับผลกระทบในมิติต่าง ๆ โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และโฆษกกระทรวงแรงงาน ร่วมชี้แจงต่อสื่อมวลชนและประชาชน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความกังวลมากที่สุด พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ และได้เตรียมมาตรการรองรับในหลายมิติ ทั้งด้านการจัดหาพลังงานจากแหล่งอื่น การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ และการบริหารจัดการเชิงระบบ เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานสูงสุด ทั้งนี้ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกจากกระแสข่าวเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน เนื่องจากปัจจุบันน้ำมันในประเทศยังมีเพียงพอ แต่ในบางช่วงเวลาอาจเกิดความหนาแน่นที่สถานีบริการจากการแห่เติมน้ำมันพร้อมกัน ซึ่งเป็นปัญหาด้านการขนส่งและกระจายสินค้า ไม่ใช่การขาดแคลนน้ำมันแต่อย่างใด พร้อมทั้งขอความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคขนส่ง ให้ประสานผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัด เพื่อจัดระบบการจัดสรรน้ำมันให้สอดคล้องกับความจำเป็นใช้งานจริง
ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการหลายด้านเพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงานของประเทศ อาทิ การระงับการส่งออกน้ำมันบางส่วน ยกเว้นการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา การเพิ่มสัดส่วนการสำรองน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันจากร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 3 แบบทยอยดำเนินการภายในสิ้นเดือนมีนาคมและสิ้นเดือนเมษายน ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาการใช้พลังงานของประเทศได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7 วันเมื่อดำเนินการครบถ้วน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 ซึ่งจะมีผลในวันที่ 14 มีนาคม 2569 เพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และส่งเสริมการใช้ผลผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม ขณะเดียวกัน ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งเสริมการใช้ B10 และ B20 ในกลุ่มรถยนต์ที่รองรับ
ในส่วนของน้ำมันเบนซิน กระทรวงพลังงานเตรียมมาตรการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 มากขึ้น โดยจะเพิ่มส่วนต่างราคาให้มีความจูงใจมากขึ้น เพื่อช่วยลดการใช้น้ำมันพื้นฐานจากน้ำมันดิบ และสนับสนุนการใช้เอทานอลในประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้บริโภคและภาคการเกษตร สำหรับก๊าซหุงต้ม (LPG) กระทรวงพลังงานมีมติตรึงราคาต่อไปอีก 2 เดือน จนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ในส่วนของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับผลิตไฟฟ้า ได้เร่งจัดหาแหล่งทดแทนเพิ่มเติมแล้ว โดยยืนยันว่าประเทศไทยจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับการผลิตไฟฟ้าอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังได้ประสานให้เพิ่มกำลังการผลิตก๊าซจากอ่าวไทยและพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย รวมทั้งเพิ่มการซื้อไฟฟ้าจากพลังน้ำใน สปป.ลาว และเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากแหล่งอื่น เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และเตรียมมาตรการประหยัดพลังงานเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยจะเน้นการขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและประชาชน อาทิ การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ การลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น การสนับสนุนการประชุมออนไลน์ และการรณรงค์ให้ประชาชนตรวจสภาพเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ทั้งนี้ รัฐบาลจะพิจารณามาตรการต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการดำเนินชีวิตของประชาชนเกินความจำเป็น
ด้านนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์มีภารกิจสำคัญในการกำกับดูแลให้สินค้ามีปริมาณเพียงพอและราคามีความเป็นธรรมแก่ประชาชน โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าจำเป็น เนื่องจากสินค้าหลายรายการเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ผู้ประกอบการที่จะขอปรับขึ้นราคาจะต้องยื่นข้อมูลต้นทุนและโครงสร้างราคามาให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาก่อน ซึ่งจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับขึ้นราคา โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์สินค้าและราคาอย่างใกล้ชิด และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่ฉวยโอกาสกักตุนสินค้า หรือจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมย้ำว่าราคาสินค้าต้องเป็นธรรม และปริมาณสินค้าต้องเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
ในส่วนของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า พัฒนาการของสถานการณ์โดยรวมในภูมิภาคยังคงมีความรุนแรง โดยเฉพาะในอิหร่าน อิสราเอล บาห์เรน คูเวต และเลบานอน และยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านจะกลับเข้าสู่การเจรจา จึงยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการโจมตีในพื้นที่สำคัญและโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค สำหรับสถานการณ์การบิน สายการบิน Qatar Airways ได้เริ่มให้บริการเส้นทางการบินฉุกเฉินเพื่อขนส่งสินค้าและอพยพผู้โดยสารที่ตกค้างบางส่วน และได้มีเที่ยวบินเส้นทาง กรุงเทพมหานคร–กรุงโดฮา เพื่อพาผู้โดยสารที่ตกค้างเดินทางกลับแล้ว แต่ยังคงต้องติดตามความเป็นไปได้ของเส้นทางกรุงโดฮา–กรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถนำผู้โดยสารที่ตกค้างกลับประเทศไทยได้ในโอกาสแรก ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน ขณะนี้คนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะรานและเมืองกุม จำนวน 29 คน ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ให้การต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และจะมีคนไทยอีก 23 คน ที่เดินทางออกจากอิหร่านพร้อมกันกับคณะดังกล่าวเดินทางถึงกรุงเทพมหานครเพิ่มเติมในวันที่ 10 มีนาคม 2569 ขณะเดียวกัน ยังมีคนไทยในอิหร่านอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ระหว่างประสานการเดินทางออกจากประเทศไปยังตุรกี โดยกรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคยังคงอำนวยความสะดวก ดูแล ให้คำแนะนำ และมอบสิ่งของจำเป็นแก่คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ พร้อมทั้งประสานสายการบินในพื้นที่ที่ยังสามารถทำการบินได้
เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจอร์แดน รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานของประเทศที่ยังปิดน่านฟ้า เพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางผ่านแดนไปยังประเทศข้างเคียง เช่น ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และตุรกี โดยรวมแล้วมีคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยรวม 322 คน และรัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย
ในช่วงท้าย นายปาณิดลได้ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการประท้วงหรือชุมนุมในสถานที่เสี่ยงในประเทศที่มีความขัดแย้ง เพื่อความปลอดภัยของตนเอง พร้อมย้ำว่า กระทรวงการต่างประเทศเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกของทุกภาคส่วน แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไทยที่ยังตกค้างอยู่ในพื้นที่เป็นสำคัญ
ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางประมาณ 67,043 คน โดยมีแรงงานแจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย 941 คน ขณะนี้มีแรงงานไทยเดินทางกลับมาแล้ว 1 คน เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา และยังมีแรงงานไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับจากอิหร่านจำนวน 41 คน ซึ่งมีกำหนดการเดินทางกลับในวันที่ 10 มีนาคมนี้ จากซาอุดีอาระเบียจำนวน 205 คน และจากอิสราเอลจำนวน 23 คน ซึ่งรอกำหนดการเดินทางกลับ ภายหลังแรงงานไทยเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว กระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาไว้ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การอำนวยความสะดวกและรับแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบลงทะเบียน โดยแรงงานสามารถแจ้งความประสงค์เกี่ยวกับการหางานทำในประเทศ การกลับไปทำงานต่างประเทศหลังสถานการณ์คลี่คลาย หรือการฝึกทักษะอาชีพและภาษาต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงแรงงานจะดำเนินการตามความประสงค์ต่อไป นอกจากนี้ ยังอำนวยความสะดวกด้านสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยผู้ที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ และเดินทางกลับจากภาวะสงครามจะมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายละ 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพได้รับ 30,000 บาท กรณีเสียชีวิต ทายาทได้รับ 40,000 บาท และกรณีจัดการศพในต่างประเทศ ทายาทจะได้รับค่าจัดการศพตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาท ทั้งนี้ สามารถติดต่อขอรับสิทธิประโยชน์ได้ที่กรมการจัดหางาน หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ และได้มอบหมายให้แรงงานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัด ลงพื้นที่ดูแลอำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทยและครอบครัว
ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ เอกสาร และขั้นตอนต่าง ๆ รวมทั้งประสานข้อมูลเรื่องค่าจ้างค้างจ่าย เงินภาษี และเงินชดเชยจากต่างประเทศ ตลอดจนลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อประชาสัมพันธ์การอัปเดตและดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน SMART TOEA และเปิดพิกัดตำแหน่ง เพื่อให้กระทรวงแรงงานสามารถติดต่อและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ทั้งนี้ ปัจจุบันกระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทยในต่างประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ รัฐอิสราเอล สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิด เพื่อประสานความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทยในทุกมิติ