ด้านเศรษฐกิจ: บริหารจัดการผลกระทบจากสถานการณ์โลก
รัฐบาลมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมีมาตรการใน 3 ด้านหลัก:
- พลังงาน:
- นายกฯ อนุทิน ยืนยันว่ากระทรวงพลังงานตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้อย่างน้อย 15 วัน เพื่อลดผลกระทบประชาชน
- ไม่มีเหตุผลให้ต้องกักตุนน้ำมัน และย้ำว่า ปตท. ไม่มีการปรับขึ้นราคา หากพบสถานีบริการใดทำผิดกฎหมายจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด
- คลัง:
- รมว.คลัง (ดร.เอกนิติ) ประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานเพื่อวางมาตรการรองรับสถานการณ์
- พิจารณาขยายเวลาสำรองน้ำมันให้มากกว่า 60 วัน และเตรียมความพร้อมสูตรผสมน้ำมันราคาประหยัด (น้ำมันบนดิน) ในกรณีฉุกเฉิน
- พาณิชย์:
- รมว.พาณิชย์ (ศุภชัย) สั่งการให้กรมการค้าภายในส่งหน่วยเฉพาะกิจ 4 สาย ตรวจสอบราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ
- ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา หากพบการกระทำผิดให้แจ้งสายด่วน 1569 ตลอด 24 ชม.
การสร้างรายได้ และลดรายจ่าย
- การเตรียมเป็นเจ้าภาพประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF):
- รมว.คลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงความคืบหน้าการจัดประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026)
- ไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2569 ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์ "ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย" และส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลที่เป็นธรรม
อุตสาหกรรม: ยกระดับ Soft Power อาหารไทย
- สร้างเชฟมืออาชีพ: สำเร็จในการสร้างเชฟทักษะสูงกว่า 20,000 คน ภายใต้โครงการส่งเสริม Soft Power สาขาอาหาร ปี 2568
- เป้าหมาย: ยกระดับเมนูอาหารไทยสู่สินค้าพรีเมียมในเวทีโลก และกระตุ้นเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานราก
- นวัตกรรม: ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค และปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ท่องเที่ยวฯ: มุ่งสู่การเป็น "ศูนย์กลางสุขภาพของโลก"
- ยุทธศาสตร์ Wellness: ขับเคลื่อนนโยบายปี 2569 ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพ (Medical Hub) โดยเน้น 5 มิติสำคัญ เช่น การแพทย์สู่มาตรฐานสากล และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
- การขยายตัว: ย่อยอดอุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ พร้อมพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์และสปา เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง
วัฒนธรรม: สานสัมพันธ์ไทย-เดนมาร์ก และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
- ความร่วมมือระหว่างประเทศ: กระชับความสัมพันธ์กับเดนมาร์กที่มีมายาวนานกว่า 400 ปี
- อุตสาหกรรมบันเทิง: ผลักดันนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดิจิทัลคอนเทนต์ มุ่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและจ้างงานจากต่างประเทศ
คมนาคม: พัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาค
- ท่าอากาศยานตรัง: กำชับเรื่องการดูแลความสวยงามของอาคารผู้โดยสารและนำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้เต็มรูปแบบ
- ท่าอากาศยานกระบี่: เร่งรัดโครงการต่อเติมความยาวทางวิ่ง (คืบหน้า 37.50%) และการก่อสร้างลานจอดรถยนต์รวมถึงอาคารที่พักผู้โดยสาร เพื่อรองรับการท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อ
การพิทักษ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยแก่คนไทยในต่างประเทศ
เนื่องจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง รัฐบาลได้สั่งการให้ 2 กระทรวงหลักดำเนินการเชิงรุก:
- กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.):
- รมว.ศุภมาส สั่งเร่งตรวจสอบจำนวนนักศึกษาและบุคลากรในพื้นที่เสี่ยง พบว่ามีคนไทยกระจายอยู่ในหลายประเทศ เช่น อียิปต์ (3,400 คน), ซาอุดีอาระเบีย (425 คน), จอร์แดน (360 คน), อิหร่าน (180 คน) รวมถึงอิสราเอลและอิรัก
- ประสานสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเตรียม แผนอพยพฉุกเฉิน และมาตรการความปลอดภัยสูงสุด
- กระทรวงแรงงาน:
- รมว.พิพัฒน์ วางแผนช่วยเหลือแรงงานไทย 4 ระดับตามความรุนแรง และสั่งชะลอการจัดส่งแรงงานไป 12 ประเทศกลุ่มเสี่ยงโดยไม่มีกำหนด
- แรงงานที่มีกำหนดกลับไทยในวันที่ 7 และ 10 มี.ค. นี้ ให้ดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมตำแหน่งงานและฝึกทักษะใหม่รองรับเมื่อกลับถึงไทย
เตรียมความพร้อมระบบสาธารณสุขและเวชภัณฑ์
- กระทรวงสาธารณสุข:
- รมว.ชลน่าน วางมาตรการรองรับผลกระทบจากการสู้รบ ยืนยันว่า ยาและเวชภัณฑ์ในไทยยังมีเพียงพอ ไม่ขาดแคลน แต่อาจมีปัญหาระยะเวลาการจัดหาที่นานขึ้น
- มอบหมายองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิตยาในประเทศเพื่อความมั่นคงระยะยาว
- เตรียมพร้อมรับมือปัญหา ฝุ่น PM 2.5 และสภาวะอากาศร้อนจัด รวมถึงเร่งแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา
ด้านสังคม: ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแพทย์แผนไทย
- กระทรวงสาธารณสุข: รมช.สาธารณสุข (วรโชติ) แสดงความห่วงใยประชาชนที่มีสภาวะเครียดจากการติดตามข่าวสารความรุนแรง
- คำแนะนำ: ให้จำกัดเวลาเสรับข่าวสาร เลือกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และหาเวลาพักผ่อน
- การดูแลสุขภาพ: ศูนย์การแพทย์แผนไทยฯ แนะนำว่าอาการเครียดอาจเกิดจากธาตุลมกำเริบจนเสียสมดุล สามารถปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือเภสัชกรเพื่อรับคำแนะนำเรื่องยาสมุนไพรไทยที่เหมาะสม [1.1, 1.2]
- ช่องทางปรึกษา: สายด่วน 0 2149 5678 หรือทางเฟซบุ๊กและไลน์ @DTAM
ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัย
- กระทรวงมหาดไทย: รมช.มหาดไทย (ศักดิ์ดา) ติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและวางแนวทางป้องกันผลกระทบ
- พื้นที่เฝ้าระวัง: สั่งการให้ จ.สุราษฎร์ธานี เฝ้าระวังและตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อน อาคารสูง และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ตลอด 24 ชม.
- ระบบเตือนภัย: เร่งติดตั้งระบบเตือนภัยและใช้ระบบ Cell Broadcast แจ้งเหตุผ่านมือถือ รวมถึงแอปพลิเคชัน Thai Disaster Alert เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วที่สุด
ด้านการบริหารงานภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย
- การปฏิรูปกฎหมายและท้องถิ่น: นายกฯ อนุทิน เน้นย้ำบทบาทของเทศบาลในการพัฒนาประเทศ
- หัวใจสำคัญ: กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นตัดสินใจได้รวดเร็ว แก้ปัญหาตรงจุด โดยเฉพาะเรื่องการจัดการภัยพิบัติ บริการสาธารณสุข และการกำจัดขยะ
- การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.):
- นายกฯ อนุทิน กำชับให้คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนสำนักงาน ปปง. พิจารณากำหนดนโยบายและโครงสร้างอัตรากำลังให้สอดคล้องกับภารกิจสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน