หมอศิริราช ชี้ ประเทศไทยอยู่ในช่วงวิกฤตถูกจัดอันดับมีอัตราของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในลำดับต่ำมากไม่ถึงร้อยละ 30 ยกมีหลายปัจจัย พร้อมยกตัวอย่างแนวทางคุณหมอที่งานยุงมากแต่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม หวังยกระดับประเทศไทยให้มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูงขึ้น ชี้ ไม่มีนมชนิดใดในโลกมาทดแทนได้
ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ. วิทยา ถิฐาพันธ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความ ระบุว่าหนึ่งปีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ : ความลำบากที่ไม่อยากเลิกลาเมื่อมีการตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของระบบอวัยวะต่างๆ มากมาย อวัยวะที่สำคัญอวัยวะหนึ่งคือ “เต้านม” ซึ่งจะมีการขยายขนาดและเตรียมพร้อมที่จะผลิตน้ำนมเพื่อเลี้ยงลูกน้อยที่จะเกิดมาน้ำนมของแม่มีสารอาหารที่มีคุณค่าต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาการของลูกน้อยอย่างครบถ้วน คุณแม่สามารถเลี้ยงลูกโดยให้ดูดนมแม่เพียงอย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องได้รับอาหารอื่นใดเพิ่มเติมได้นานถึง 6 เดือน หลังจากนั้นยังสามารถให้ลูกดูดนมต่อไปได้อีกเป็นปีเลยทีเดียวแต่ต้องให้อาหารอื่นเพิ่มเติมแม้ว่าคุณแม่ส่วนมากจะเข้าใจและยอมรับว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นการให้อาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก และยังมีผลพลอยได้ทีสำคัญคือ ขณะที่ลูกกำลังดูดนมแม่อยู่ จะเกิดความผูกพัน (Bonding) ระหว่างแม่และลูกขึ้นมาทำให้แม่เกิดความรักและห่วงใยลูกจนฝังแน่นในจิตใจแม่อีกด้วย ซึ่งผลพลอยได้ที่ว่าตัวผมเองคิดว่าน่าจะสำคัญกว่าการที่ลูกได้สารอาหารจากนมแม่ด้วยซ้ำไป
แต่ในความเป็นจริง เป็นเรื่องที่น่าวิตกว่าประเทศไทยยังได้รับการจัดลำดับว่ามีอัตราของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในลำดับต่ำมาก คือมีแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงประมาณไม่ถึงร้อยละ 30 สาเหตุของอัตราที่ต่ำนี้มีหลายประการ แต่ประการที่สำคัญที่สุดผมคิดว่าน่าจะเกิดจาก “ปัญหาในการดำเนินชีวิตของคุณแม่” ซึ่งมีมากมายหลายประการ ทั้งปัญหาอาชีพการงาน ปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งปัญหาของเต้านมและหัวนมของแม่เอง ที่เต้านมผลิตน้ำนมไม่พอ หัวนมมีปัญหา บอด บุ๋ม แบน ลานหัวนมแข็ง ทำให้ลูกดูดนมไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นอุปสรรคของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ต้องยอมรับความจริงว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของคุณแม่ที่มีภาระหน้าที่และการงานไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ ต้องใช้ทั้งความพยายาม ความอดทน รวมทั้งต้องได้รับกำลังใจและความช่วยเหลือจากคนรอบข้างด้วยจึงจะทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสำเร็จ
วันนี้ผมมีตัวอย่างประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จากคุณแม่ที่เป็นสูติแพทย์ซึ่งมีภาระและหน้าที่การงานที่มากมายมาเล่าให้คนที่กำลังจะเป็นคุณแม่ หรือคนที่เป็นคุณแม่อยู่แล้ว รวมทั้งทุกท่านที่สนใจได้อ่าน เผื่อว่าจะช่วยให้ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูงขึ้น
คุณหมอธัชจารีย์ พันธ์ชาลี บุญบวรพงศ์ (คุณหมอแม้ว) เป็นหมอสูติและเป็นอาจารย์ในภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ด้วยอาชีพการงานของเธอที่ต้องทำทั้งงานดูแลคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ทำคลอด ผ่าตัด ต้องสอนนักศึกษาแพทย์และแพทย์ประจำบ้าน ต้องทำวิจัย รวมทั้งงานอื่นๆ อีกสารพัด เรียกว่าในแต่ละวันเธอแทบจะหาเวลาเพื่อความบันเทิงของชีวิตไม่ค่อยได้เลย
เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เธอเพิ่งคลอดบุตรคนแรกเป็นสาวน้อยน่ารักชื่อ “ ดญ.ธันวรัชย์ บุญบวรพงศ์ (หนูมะลิ)” และเนื่องจากตัวเองเป็นหมอสูติและเคยสอนคุณแม่ที่ตั้งครรภ์มามากมายเกี่ยวกับการดูแลตัวเองและการเลี้ยงลูกน้อย เธอจึงตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกเองและตั้งใจจะให้ลูกกินนมแม่เท่านั้นตามที่เคยไปสอนชาวบ้าน
ณ วันนี้หนูมะลิอายุได้ประมาณ 1 ขวบแล้ว คุณแม่ของเธอ คือคุณหมอแม้วได้เล่าประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกของเธอ โดยเฉพาะเรื่องที่น่าสนใจมากคือ เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ขณะทำงานสารพัดไปด้วยให้ผมฟัง ผมคิดว่าเรื่องของเธอน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ กำลังจะเป็นแม่ หรือ กำลังเป็นแม่มือใหม่ ด้วย จึงขอให้เธอเขียนเป็นบทความมาให้ผมเพื่อนำมาเสนอทุกท่านครับ
เชิญอ่านครับ
-------------------------------
1 ปีของการให้นมแม่ (ในมุมมองของแม่ที่เป็นหมอสูติ)
มีคำกล่าวที่ตัวเองได้ยินได้ฟังมาตลอด “เป็นหมอสูติ เมื่อมีลูก น่าจะให้นมแม่ได้ง่าย” แต่ความจริงคือ…พอถึงคราวของตัวเอง เราก็เป็นแค่แม่มือใหม่คนหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่ศูนย์เหมือนกัน แม้จะเคยเรียน เคยสอน เคยผ่านคลินิกนมแม่ เคยพูดถึง บันได 10 ขั้นสู่นมแม่แต่ของจริง…ไม่เหมือนในตำราเลยสักนิดเดียวด้วยความที่ตัวเองเป็นหมอสูติ เมื่อตั้งครรภ์ก็ดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์เอง แต่เพราะงานเยอะมากการเตรียมตัวสำหรับเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็เลยไม่ค่อยได้ทำเท่าไหร่ แต่พอหลังคลอดแค่วันที่ 2 เท่านั้นแหล่ะ เต้านมคัดตึงและเจ็บเหมือนจะระเบิดเลยในหัวก็มีแต่คำถาม
“นี่คือสิ่งที่แม่ทุกคนต้องเจอใช่ไหม?” มะลิก็ยังดูดไม่เก่ง นมก็ยังปั๊มไม่ค่อยออก ต้องบีบมือวนไป ทั้งที่เคยบอกคนไข้ว่า “เดี๋ยวก็เป็นเอง”
แต่พอเป็นตัวเอง…มันไม่ง่ายเลย ช่วง 2 เดือนแรก น้ำนมยังไม่เยอะ ลูกดูดไม่เก่ง ต้องเสริมนมผสมทุกมื้อตัวเราซึ่งเป็นแม่ พยายามหาทางเพิ่มน้ำนม แต่ยิ่งเห็นใน social media ว่าใครปั๊มได้เยอะๆ ใจก็ยิ่งกดดันสุดท้าย…เลย เลิกดู แล้วหาทางของตัวเองแทนดีกว่าตัดสินใจไปคลินิกนมแม่ในฐานะ “คนไข้” ไม่ใช่ “หมอ” ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยจัดท่า ปรับวิธี ให้ยากระตุ้นน้ำนมค่อยๆ ประคองกันมา จนมะลิอายุเกือบ 3 เดือน น้ำนมเริ่มเข้าที่ ปั๊มได้ครั้งละ 3–5 ออนซ์ บางช่วงปั๊มได้มากแตะเลขสองหลัก เริ่มมีนมสต็อกให้ลูก และค่อย ๆ ลดยากระตุ้นน้ำนมได้ในที่สุด
ตลอดเส้นทางนี้ แม่ได้เรียนรู้ทั้งในฐานะแพทย์และแม่ว่า
. น้ำเปล่าธรรมดา สำคัญกว่าสมุนไพรใด ๆ
. อาหารครบ หลากหลาย และอร่อย ช่วยทั้งกายและใจ
. ความเครียดลด น้ำนมก็มักจะดีขึ้น
. และไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับแม่ทุกคน
มีช่วงหนึ่งที่แม่ปั๊มถี่มาก จนรู้สึกว่า “เราเป็นหมอที่ปั๊มนมเก่ง แต่เป็นแม่ที่ได้อุ้มลูกน้อยลงหรือเปล่า?” สุดท้ายแม่เลือกจัดสมดุลใหม่ ปั๊มเท่าที่พอดี มีเวลากอด เล่น มองหน้าลูกมากขึ้น เพราะแม่เชื่อว่า…สายตา อ้อมกอด และการมีอยู่ของแม่ สำคัญไม่แพ้น้ำนมเลยภายหลังลางานเพื่อเลี้ยงลูกครบ 6 เดือน ต้องเริ่มกลับมาทำงานแล้ว สิ่งแม่ต้องกลับมาทำใหม่คือ งานของหมอที่ไม่ใช่งานของแม่ คือต้อง
. ตรวจคนไข้
. สอนนักศึกษาแพทย์
. เข้าห้องผ่าตัด
. ตรวจผู้ป่วยที่หอผู้ป่วย
. ประชุม ทำงานเอกสาร
แต่การทำงานครั้งนี้ ในเวลาเดียวกัน…ต้องมีชีวิตใหม่เพิ่มเติม คือ ต้องเป็นแม่คนหนึ่งที่ต้อง “ปั๊มนม”ให้ทันรอบมีหลายวันที่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า จาก ชุดผ่าตัด เป็น ชุดทำงาน และ ชุดปั๊มนมต้องตั้งนาฬิกาปลุกในหัวตลอดว่า“อีกกี่ชั่วโมงต้องปั๊ม?” เพราะบางวันผ่าตัดยาว บางวันสอนนักศึกษาแพทย์ติดๆ กัน บางวันคนไข้เยอะมาก จนกลัวจะลืมชีวิตการเป็นแม่ทำให้ต้องจัดสรรเวลาและคิดในหัวเสมอว่าจะต้องปั๊มนมเมื่อไหร่ดี บางทีปั๊มนมไปด้วย ขับรถไปด้วยผ่านชีวิตที่มีทั้งนมตัน เต้าบวม เต้าอักเสบแต่วันนี้เส้นทางนมแม่ก็ดำเนินมาครบ 1 ปีแล้วเป้าหมายแรกคือให้นมแม่ครบ 6 เดือน พอทำได้ แม่ก็ดีใจมากแล้วหลังจากนั้นคือกำไร และวันนี้…เรามาถึง 1 ปีเต็มอยากบอกคุณแม่ที่ต้องทำงานทุกคนไม่ว่าคุณจะ
• ปั๊มนมในห้องเล็ก ๆ
• รีบปั๊มก่อนประชุม
• ปั๊มในรถ
• หรือปั๊มได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
ขอให้รู้ไว้ว่า…คุณเก่งมากแล้วจริง ๆ การทำงานไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย และยังพยายามให้นมแม่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยอย่าโทษตัวเองถ้าวันไหนไม่เป็นไปตามแผน อย่าเปรียบเทียบกับใครและอย่าลืมดูแลตัวเองเพราะลูกไม่ได้ต้องการแม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการแม่ที่มีอยู่จริงในฐานะที่เป็นหมอ แม่เชื่อในประโยชน์ของนมแม่แต่ในฐานะที่เป็นแม่ แม่เชื่อมากกว่าว่า “ลูกต้องการแม่ มากกว่านมแม่เสมอ”ผมอยากจะสรุปสุดท้าย ณ ที่นี้ว่านมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อชีวิตของลูกน้อยของคุณแม่ครบถ้วน และไม่มีนมชนิดใดในโลกที่ จะมาทดแทนได้และดีกว่านมแม่ การเลี้ยงลูกด้วยการดูดนมแม่ไม่ใช่เพียงการให้อาหารแก่ลูกน้อยของคุณ แต่คือ การสร้างสายสัมพันธ์ของชีวิตแม่และลูกให้ผูกพันธ์ยาวนานและเลิกไม่ได้ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกท่านที่คิดจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นะครับ